วันอังคารที่ 27 สิงหาคม พ.ศ. 2556
วันอังคารที่ 30 กรกฎาคม พ.ศ. 2556
ฉันรักนกแก้ว
ชื่อวิทยาศาสตร์: Psittacus torquata) แยกออกเป็นชนิดต่าง ๆ ได้มากกว่า 500 ชนิด มีพื้นเพที่อยู่อาศัยตั้งเดิมอยู่ในป่าทึบ ในเขตร้อนของประเทศ นิวซีแลนด์ ออสเตรเลีย หมู่เกาะมลายู แอฟริกา ทางใต้ของทิศ เหนือของอเมริกา อินเดีย นอกจากนี้แล้วยังพบทางแถบตะวันตกของอินเดียโดยทั่วไป นกในตระกูลนกแก้วนั้น มักมีความแตกต่างไปจากนกตระกูลอื่นอยู่อย่างหนึ่ง คือ จงอย ปากตอนบนของนกแก้วสามารถเคลื่อนไหวได้โดยไม่รวมกับหน้าผาก (ขากรรไกร) และมี ลักษณะเด่นได้แก่ ปากคมแข็ง จงอยปากงุ้มเข้าโคนใหญ่ปลายแหลมน่ากลัว เท้ามีนิ้วข้าง หลังสองนิ้วและข้างหน้าสองนิ้วทุกนิ้วมีเล็บที่แหลมคม สามารถใช้เท้าจับกิ่งไม้ได้เหนียวแน่น ปีนป่ายคันไม้ได้เก่งเป็นพิเศษ และในบางโอกาสยังสามารถจับฉีกอาหารได้ด้วย ปาก ส่วนใหญ่เป็นสีแดง ขนเป็นสีเขียว สามารถ นำมาฝึกสอนให้พูดภาษาของมนุษย์ได้แทบทุกชนิด
สำหรับรังและที่อยู่อาศัยของนกแก้วโดยทั่วไปมักอยู่ตามในโพรงไม้ หรือโพรงหิน ไม่นิยมใช้วัสดุต่าง ๆ ทำรัง นกจากนกแก้ว เควเคอร์(Quaker Parrakeet) และ นกแก้ว อัฟเบริด์ (Lovebirds) นกแก้วทั้ง 2 ชนิดนี้ นิยมทำรังโดยใช้แขนงหรือกิ่งไม้เล็ก ๆ เศษ หญ้า เปลือกไม้โดยนำมาสานประกอบขึ้นเป็นรังเป็นนกปากงุ้มเป็นขอในวงศ์ Psittacidae ตัวสีเขียว ปากแดง อยู่รวมกันเป็นฝูง กิน
เมล็ดพืชและผลไม้ ในประเทศไทยมีหลายชนิด เช่น นกแก้วโม่ง (Psittacula eupatria) แก้วหัวแพร (P. roseata) นกมาคอว์ อาหารที่ชอบกินคือผลไม้ โดยนกแก้วมีหลายชนิดและมีสีสดใส ส่วนมากเราจะเห็นนกแก้วมีสีแดง สีน้ำเงิน สีฟ้า
นกที่คนไทยชอบเลี้ยงมาแต่โบรานมีนกแก้วรวมอยู่ด้วย เพราะนกแก้วสามารถเลียนเสียงมนุษย์ได้ กล่าวกันว่ามันมีความจำดี เรียนรู้ได้เร็ว ถ้าพูดอะไรให้ฟังบ่อยๆก็สามารถพูดได้ กล่าวกันว่าเมื่อพระเจ้าอเล็กซานเดอร์มหาราชยกทับไปบุกอินเดียได้ทอดพระเนตรเห็นนกแก้วเข้า ก็ชอบพระทัยได้ทรงนำกลับยุโรปด้วย และในไม่ช้าก็เป็นที่นิยมมาก ด้วยเหตุนี้ในสมัยนั้นนกแก้วจึงมีราคาแพงมาก จึงได้มีการค้าขายนกแก้วทั้งในยุโรปและเอเชีย การที่คนเราชอบเลี้ยงนกแก้วนั้นเห็นจะเป็นเพราะเหตุ 4 ประการ
- นกแก้วมีสีสวย รูปร่างงดงาม
- สามารถพูดเลียนภาษามนุษย์ได้
- เลี้ยงง่าย
- อายุยืน อย่างในเรื่อง Popular Pet Birds ของ R.P.N. Sinha กล่าวว่า นกแก้วมีอายุยืนมาก อาจอยู่ได้ถึง 70 ปี
ฉันรักปลาดาว
ดาวทะเล หรือที่เรียกกันติดปากว่า ปลาดาว (อังกฤษ: Starfish, Seastar) เป็นสัตว์ทะเลไม่มีกระดูกสันหลัง ที่อยู่ในชั้น Asteroidea[1] ลักษณะทั่วไป มีลำตัวแยกเป็นห้าแฉกคล้ายรูปดาวเรียกว่า แขน ส่วนกลาง มีลักษณะเป็นจานกลม ด้านหลังมีตุ่มหินปูน ขนาดเล็กกระจายอยู่ทั่วไป มีปากอยู่ด้านล่างบริเวณ จุดกึ่งกลางของ ลำตัว ใต้แขนแต่ละข้างมีหนวดสั้น ๆ เรียงตามส่วนยาว ของแขนเป็นคู่ ๆ มีลักษณะเป็นกล้ามเนื้อที่เหนียวและแข็งแรงเรียกว่า โปเดีย ใช้สำหรับยึดเกาะกับเคลื่อนที่ มีสีต่าง ๆ ออกไป ทั้ง ขาว, ชมพู, แดง, ดำ,ม่วง หรือน้ำเงิน เป็นต้น พบอยู่ตามชายฝั่งทะเล โขดหิน และบางส่วนอาจพบได้ถึงพื้นทะเลลึก กินหอยสองฝา โดยเฉพาะ หอยนางรม, กุ้ง, ปู หนอน และ สัตว์ไม่มีกระดูกสันหลังอื่น ๆ เช่น ฟองน้ำหรือปะการัง เป็นอาหาร
ดาวทะเล พบอยู่ในทะเลทั่วโลก ทั้ง มหาสมุทรแปซิฟิก, แอตแลนติก, มหาสมุทรอินเดีย รวมทั้งในเขตขั้วโลกด้วยอย่าง มหาสมุทรอาร์กติก และแอนตาร์กติกา
ดาวทะเล ถึงปัจจุบันนี้พบอยู่ด้วยประมาณ 1,800 ชนิด กระจายอยู่ในอันดับต่าง ๆ 7 อันดับ (ดูในตาราง) ซึ่งดาวทะเลขนาดเล็กอาจมีความกว้างเพียง 1 เซนติเมตร และขนาดใหญ่ที่สุดอาจยาวได้ถึง 1 เมตร และในบางชนิดอาจมีแขนได้มากกว่า 5 แขน
สืบพันธุ์ได้ทั้งแบบอาศัยเพศและไม่อาศัยเพศ โดยมีทั้งเพศผู้และเพศเมีย การปฏิสนธิเกิดภายนอกตัว ระยะแรกตัวอ่อนจะดำรงชีวิตแบบแพลงก์ตอนสัตว์ จากนั้นจะเริ่มพัฒนาตัวแล้วจมตัวลงเพื่อหาที่ยึดเกาะแล้วเจริญเป็นตัวเต็มวัย ส่วนการ สืบพันธุ์แบบไม่อาศัยเพศ ในบางชนิดเมื่อแขนถูกตัดขาดลง จะพัฒนาตรงส่วนนั้นกลายเป็นดาวทะเลตัวใหม่เกิดขึ้น และตัวที่ขาดก็จะงอกชิ้นใหม่ขึ้นมาได้จนสมบูรณ์ แต่กระบวนการเหล่านี้ต้องใช้เวลาเป็นปี [2]
การเคลื่อนที่ของดาวทะเล เนื่องจากดาวทะเลเป็นสัตว์ไม่มีกระดูกสันหลัง มีโครงแข็งที่ผิวนอก ไม่ได้ยึดเกาะกับกล้ามเนื้อ จึงมีระบบการเคลื่อนที่ด้วยระบบท่อน้ำ จากท่อวงแหวนจะมีท่อน้ำแยกออกไปในแขน เรียกท่อนี้ว่า เรเดียลแคแนล ทางด้านข้างของเรเดียลคาแนล มีท่อแยกไปยังทิวบ์ฟีต การยืดและหดของทิวบ์ฟิตจะเกิดขึ้นหลาย ๆ ครั้ง และมีความสัมพันธ์กันทำให้เกิดการเคลื่อนที่ไปได้
ดาวทะเลมีความสัมพันธ์ต่อมนุษย์ในแง่ ของการใช้ซากเป็นเครื่องประดับตกแต่งบ้านเพื่อความสวยงาม อีกทั้งในบางวัฒนธรรมเช่น จีน มีการใช้ดาวทะเลเพื่อปรุงเป็นยา รวมทั้งใช้ปิ้งย่างเป็นอาหาร[3] อีกทั้งยังนิยมเลี้ยงเป็นสัตว์เลี้ยงภายในตู้ปลาเพื่อความเพลิดเพลินอีกด้วย
ตามหลักวิทยาศาสตร์ แล้ว ปลาหมายถึงสัตว์มีกระดูกสันหลังที่อยู่ในน้ำ ซึ่งมี เหงือก และ ครีบ แต่ว่าปลาดาวนั้นไม่มีลักษณะที่กล่าวมาเลยสักอย่างเดียว ดังนั้น มันจึงควรจะเรียกว่า ดาวทะเล เพื่อป้องกันความสับสน ปัจจุบันมีดาวทะเลมากกว่า 2,000 ชนิดในมหาสมุทรทั่วโลก ซึ่งรวมถึงดินแดนอาร์กติกและ แอนตาร์กติกา ดาวทะเลมีหลายสี หลายรูปทรง และหลายขนาด นอกจากนั้น ผิวของมันยังมีทั้งแบบเรียบและขรุขระเป็นหนามแหลม ลำตัวของดาวทะเลนั้น มีสมมาตรห้าจุด ซึ่งหมายความว่า เมื่อแบ่งตัวดาวทะเลให้เป็นชิ้นที่เท่ากันจากจุดกึ่งกลาง (เหมือนตัดแบ่งเค้กวันเกิด) จะสามารถแบ่งตัวดาวทะเลได้อย่างน้อยห้าส่วน
ดังนั้น แปลว่าดาวทะเล จะมีจำนวนแขนที่หารด้วย 5 ลงตัว เช่น 5, 10, 15, และ 20 แขน เป็นต้น กลอันมหัศจรรย์ที่ดาวทะเลทำได้ คือความสามารถในการงอกแขนขึ้นใหม่ ซึ่งเมื่อมันโดนตามล่า มันก็จะสามารถสลัดแขนข้างหนึ่งให้หลุดเพื่อทำให้ผู้ล่าไขว้เขว เพื่อให้หนีไปได้ ถ้าส่วนแขนที่สลัดออกนั้นใหญ่พอ มันอาจจะมีการงอกแขนเพิ่มจนกลายเป็นดาวทะเลตัวใหม่ก็ได้
ฉันรักโลมา
โลมา เป็นสัตว์เลี้ยงลูกด้วยนมจำพวกหนึ่ง อาศัยอยู่ทั้งในทะเล, น้ำจืด และน้ำกร่อย มีรูปร่างคล้ายปลา คือ มีครีบ มีหาง แต่โลมามิใช่ปลา เพราะเป็นสัตว์เลี้ยงลูกด้วยนมที่มีรก จัดอยู่ในอันดับวาฬและโลมา (Cetacea) ซึ่งประกอบไปด้วย วาฬและโลมา ซึ่งโลมาจะมีขนาดเล็กกว่าวาฬมาก และจัดอยู่ในกลุ่มวาฬมีฟัน (Odontoceti) เท่านั้น
โลมา เป็นสัตว์ที่รับรู้กันเป็นอย่างดีว่าเฉลียวฉลาด มีความเป็นมิตรกับมนุษย์ โดยเฉพาะอย่างยิ่งจะช่วยชีวิตมนุษย์เมื่อยามเรือแตก จนกลายเป็นตำนานหรือเรื่องเล่าขานทั่วไป มีอุปนิสัยอยู่รวมกันเป็นฝูง บางฝูงอาจมีจำนวนมากถึงหลักพันถึงหลายพันตัว ว่ายน้ำได้อย่างคล่องแคล่วรวดเร็ว รวมถึงสามารถกระโดดหมุนตัวขึ้นเหนือน้ำได้ ชอบว่ายน้ำขนาบข้างหรือว่ายแข่งไปกับเรือ[1]
รูปร่างของโลมา[แก้]
โลมา อาศัยอยู่กระจัดกระจายทั่วไปในมหาสมุทรโดยทั่วไป ลักษณะของโลมาที่เป็นที่รู้จักกันดี คือ มีรูปร่างเพรีียวยาวคล้ายตอร์ปิโดหรือกระสวย ส่วนใหญ่มีปลายปากยื่นแหลม แต่ก็มีบางชนิดที่มีส่วนหัวกลมมนคล้ายแตงโมหรือบาตรพระ มีหางแบนในแนวนอน ไม่ใช่แนวตั้งเหมือนปลา เพื่อช่วยในการพุ้ยน้ำในแนวขึ้น-ลง ไม่มีขนปกคลุมลำตัว ไม่มีเกล็ด รวมทั้งไม่มีเมือกด้วย[3]
นอกจากนี้แล้วยังมีมีอวัยวะต่าง ๆ ทุกส่วนเหมือนกับสัตว์เลี้ยงลูกด้วยนมทั่วไป หากแต่ละส่วนของอวัยวะจะปรับเปลี่ยนต่างไปจากสัตว์เลี้ยงลูกด้วยนมทั่วไป ดังนี้ จมูกของโลมามีไว้เพื่อหายใจ แต่จมูกนั้นต่างไปจากจมูกของสัตว์อื่น ๆ เพราะตั้งอยู่กลางกระหม่อมเป็นรูกลม เพื่อให้สะดวกต่อการเชิดหัวขึ้นหายใจเหนือน้ำ จากจมูกมีท่อหายใจต่อลงมาถึงปอดในตัว จึงไม่จำเป็นต้องให้น้ำผ่านเหงือกเข้าไปในปอดเพื่อช่วยหายใจเหมือนปลาหรือสัตว์น้ำอย่างอื่น หูของโลมานั้นเป็นเพียงแค่รูขนาดเล็กติดอยู่ด้านข้างของหัวเท่านั้น มีประสิทธิภาพสูงมาก สามารถรับคลื่นเสียงใต้น้ำได้อย่างยอดเยี่ยม เพราะโลมาเหมือนวาฬตรงที่เป็นสัตว์ที่ติดต่อสื่อสารกันด้วยคลื่นเสียงที่ปล่อยออกมา โดยเฉพาะกับภาษาที่โลมาสื่อสารกันด้วยเสียงที่มีคลื่นความถี่สูง โลมามีดวงตาไม่เล็กเหมือนอย่างวาฬ แววตาแจ่มใส เหมือนตาสัตว์เลี้ยงลูกด้วยนมประเภทอื่น มีเปลือกตาปิดได้ และในเวลากลางคืนตาก็จะเป็นประกาย คล้ายตาแมว ตาของโลมาไม่มีเมือกหุ้มเหมือนตาปลา และมองเห็นได้ไกลถึง 50 ฟุต เมื่ออยู่ในอากาศ สีผิวของโลมาแต่ละชนิดจะแตกต่างกัน ส่วนมากจะออกไปในโทนสีเทา ตั้งแต่เข้มเกือบดำ จนกระทั่งถึงเกือบขาว แต่โดยทั่วไปโลมาจะมีสีผิวแบบ 2 สีตัดกัน ด้านบน เป็นสีเทาเข็ม ด้านล่างเป็นสีเกือบขาว เพื่อพรางตัวในทะเล ไม่ให้ศัตรูเห็น เพราะเมื่อมองจากด้านบน สีเข็มจะกลืนกับสีน้ำทะเล และถ้ามองจากด้านล่างขึ้นไป สีขาวก็จะกลืนเข้ากับแสงแดดเหนือผิวน้ำ
โลมาถือเป็นสัตว์ที่ว่ายน้ำได้อย่างคล่องแคล่วรวดเร็ว มีอัตราความเร็วในการว่ายน้ำประมาณ 55-58 กิโลเมตร/ชั่วโมง[4]
ความฉลาดของโลมา[แก้]
โลมานั้นเป็นสัตว์ที่มีความเฉลียวฉลาดมาก เชื่อว่า ความฉลาดของโลมานั้นเทียบเท่าเด็กตัวเล็ก ๆ เลยทีเดียว หรือเป็นไปได้ว่าอาจจะฉลาดกว่าชิมแปนซี ซึ่งเป็นสัตว์ที่มีความใกล้เคียงกับมนุษย์มากที่สุดด้วยซ้ำ ที่เป็นเช่นนี้เพราะโลมามีขนาดของสมองเมื่อเทียบกับลำตัวแล้วนับว่าใหญ่มาก แถมภายในสมองยังซับซ้อนอีกด้วย โดยเฉพาะโลมาปากขวดนั้นถึงกับมีขนาดของสมอง เมื่อเทียบกับลำตัวใหญ่แล้ว ถือเป็นสัตว์ที่มีขนาดสมองใหญ่เป็นที่สองรองจากมนุษย์[5] และสมองส่วนซีรีบรัม อันเป็นส่วนของความจำและการเรียนรู้ ก็มีขนาดใหญ่มาก เป็นศูนย์รวมของประสาทการรับกลิ่น, การมองเห็น และการได้ยิน จนอาจเชื่อได้ว่าแท้จริงแล้ว โลมาอาจมีความฉลาดเทียบเท่ากับมนุษย์ก็เป็นได้ ซึ่งจากความฉลาดแสนรู้ของโลมา จึงทำให้เป็นที่นิยมนำมาฝึกแสดงโชว์ต่าง ๆ ตามสวนสัตว์และสถานแสดงพันธุ์สัตว์น้ำต่าง ๆ [6]
นอกจากนี้แล้ว โลมายังเป็นสัตว์ที่มีพฤติกรรมชอบช่วยเหลือมนุษย์ยามเมื่อเรือแตกหรือใกล้จะจมน้ำ ทั้งนี้เพราะโลมาเป็นสัตว์ที่รักสนุกและขี้เล่น ที่โลมาช่วยชีวิตมนุษย์อาจเป็นเพราะต้องการเข้ามาเล่นสนุกเท่านั้น หรือไม่เช่นนั้นก็อาจเป็นสัญชาตญาณความเป็นแม่ที่มักจะดุนลูกขึ้นไปหายใจบนผิวน้ำอยู่เสมอ โดยเฉพาะถ้าลูกโลมาเสียชีวิตระหว่างคลอด จะพบว่าแม่โลมาจะพยายามดุนศพลูกเอาไว้ให้ใกล้ผิวน้ำมากที่สุด[7] โดยปกติแล้ว เนื้อโลมาไม่ใช่อาหารหลักเหมือนสัตว์เศรษฐกิจทั่วไป แต่ก็มีบางประเทศ อาทิ ญี่ปุ่นนิยมบริโภคเนื้อโลมาและวาฬ เดิมญี่ปุ่นนั้นล่าวาฬเป็นหลัก แต่ต่อมาได้มีการอนุรักษ์และกฎหมายที่เข้มงวดขึ้น จึงหันมาล่าโลมาแทน โดยเพิ่มปริมาณการล่าโลมาขึ้นเป็นสี่เท่า ทำให้โลมาในทะเลญี่ปุ่นลดน้อยลงเป็นอันมาก[2]
ฉันรักกวาง
กวาง (ชื่อวิทยาศาสตร์: Cervidae; อังกฤษ: Deer) เป็นสัตว์เลี้ยงลูกด้วยนมในอันดับสัตว์กีบคู่ (อันดับย่อยสัตว์เคี้ยวเอื้อง) มีลักษณะ ขนยาวหยาบสีน้ำตาล ตัวผู้มีเขาเป็นแขนง ผลัดเขาปีละครั้ง ตัวเมียมีขนาดเล็กกว่าและไม่มีเขา ลักษณะเขาตัน ไม่กลวง เป็นเกลียว บางชนิดอาจแตกแขนงได้มากเหมือนกิ่งไม้ ไม่มีถุงน้ำดี ชอบอยู่ตามลำพังตัวเดียวยกเว้นฤดูผสมพันธุ์ กินใบไม้อ่อน หญ้าอ่อน
สัตว์เคี้ยวเอื้องอื่นบางชนิดเรียกว่ากวางตามชื่อสามัญ แต่ไม่ใช่กวางแท้ เช่น สัตว์ในวงศ์กวางชะมด (ชื่อสามัญ: Musk deer; ชื่อวิทยาศาสตร์: Moschidae) และกวางผา (ชื่อสามัญ: Himalayan goral; ชื่อวิทยาศาสตร์: Naemorhedus goral)
วงศ์ย่อย สกุล และสปีชีส์[แก้]
วงศ์ Cervidae จัดระเบียบดังต่อไปนี้[1]
- วงศ์ย่อย Muntiacinae คือพวกเก้ง
- สกุล Muntiacus
- Muntiacus muntjak (เก้งธรรมดา)
- Muntiacus reevesi
- Muntiacus crinifrons (เก้งดำเมืองจีน)
- Muntiacus feae (เก้งหม้อ, เก้งดำ หรือ เก้งดง)
- Muntiacus atherodes (เก้งเหลืองบอร์เนียว)
- Muntiacus rooseveltorum (เก้งอินโดจีน)
- Muntiacus gongshanensis
- Muntiacus vuquangensis (เก้งยักษ์)
- Muntiacus truongsonensis (เก้งตรองซอน)
- Muntiacus putaoensis
- สกุล Elaphodus
- Elaphodus cephalophus (กวางจุก)
- สกุล Muntiacus
- วงศ์ย่อย Cervinae
- สกุล Cervus
- สกุลย่อย Cervus
- สกุลย่อย Przewalskium
- Cervus albirostris
- สกุลย่อย Sika
- Cervus nippon (กวางซีก้า กวางซิกะ หรือ กวางญี่ปุ่น)
- สกุลย่อย Rucervus
- Cervus duvaucelii (กวางบึง)
- Cervus schomburgki (สมัน; สูญพันธุ์ตั้งแต่ปี ค.ศ. 1938)
- Cervus eldii (ละองละมั่ง)
- ละองละมั่งที่พบในประเทศไทยเป็นสปีชีส์ย่อย ละองละมั่งพันไทย (Cervus eldii thamin) และ ละองละมั่งพันธุ์พม่า Cervus eldii siamensis
- สกุลย่อย Rusa
- Cervus unicolor (กวางป่า หรือ กวางม้า)
- กวางป่าที่พบในประเทศไทยเป็นสปีชีส์ย่อย Cervus unicolor equinus (สวัสดิ์, 2527)
- Cervus timorensis (กวางรูซ่า)
- Cervus mariannus
- Cervus alfredi
- Cervus unicolor (กวางป่า หรือ กวางม้า)
- สกุล Axis
- สกุลย่อย Axis
- Axis axis (กวางดาว)
- สกุลย่อย Hyelaphus
- Axis porcinus (เนื้อทราย)
- Axis calamianensis (กวางคาลาเมียน)
- Axis kuhlii (กวางบาวีน)
- สกุลย่อย Axis
- สกุล Elaphurus
- Elaphurus davidianus (กวางปักกิ่ง)
- สกุล Dama
- Dama dama (กวางฟอลโล)
- Dama mesopotamica
- Megaloceros giganteus
- สกุล Cervus
- วงศ์ย่อย Hydropotinae
- สกุล Hydropotes
- Hydropotes inermis (กวางน้ำจีน)
- สกุล Hydropotes
- วงศ์ย่อย Odocoileinae/Capreolinae
- สกุล Odocoileus
- Odocoileus virginianus (กวางหางขาว)
- Odocoileus hemionus (กวางหางดำ)
- สกุล Blastocerus
- Blastocerus dichotomus
- สกุล Ozotoceros
- Ozotoceros bezoarticus (กวางปัมปัส)
- สกุล Mazama
- Mazama americana
- Mazama bricenii
- Mazama chunyi
- Mazama gouazoubira
- Mazama nana
- Mazama pandora
- Mazama rufina
- สกุล Pudu
- สกุล Hippocamelus
- Hippocamelus antisensis (กวางกูเอมาลเปรู)
- Hippocamelus bisulcus (กวางกูเอมาลชิลี)
- สกุล Capreolus
- Capreolus capreolus (กวางโรตะวันตก)
- Capreolus pygargus (กวางโรตะวันออก)
- สกุล Rangifer
- Rangifer tarandus (กวางเรนเดียร์ หรือ กวางแคริบู)
- สกุล Alces
- Alces alces (กวางมูส; เป็นกวางใหญ่ที่สุดในโลก)
- สกุล Odocoileus
วันจันทร์ที่ 29 กรกฎาคม พ.ศ. 2556
ฉันรักกระต่าย
กระต่าย จัดอยู่ในไฟลัมสัตว์มีแกนสันหลัง ชั้นสัตว์เลี้ยงลูกด้วยนม ในวงศ์ Leporidae มีลำตัวขนาดเล็ก ขนปุย หูยาว พบในหลายแห่งของโลก มีสัตว์ 7 สกุลจัดอยู่ในวงศ์ของกระต่าย ที่พบอาศัยตามป่าทั่วไปในประเทศไทยมีชนิดเดียว คือ กระต่ายป่า (Lepus peguensis) ซึ่งมีขนสีน้ำตาล ใต้หางสีขาว ขุดดินเป็นโพรงอาศัย ส่วนที่นำมาเลี้ยงตามบ้าน มีหลายชนิดและหลายสี แต่ที่พบมากจะเป็นสีอ่อนเช่นสีขาว เช่น ชนิด Oryctolagus cuniculus
วิธีการเลี้ยงกระต่าย
วิธีการเลี้ยงกระต่ายเป็นสิ่งสำคัญที่สุดอย่างหนึ่งสำหรับการเลี้ยงและพัฒนาพันธุ์กระต่าย ถ้าเราอยากให้กระต่ายของเราสมบูรณ์ แข็งแรง น่ารัก เราก็ต้องมาทำความเข้าใจกับธรรมชาติของกระต่ายเสียก่อน ว่าเค้าชอบอะไรไม่ชอบอะไร อะไรทานได้ อะไรทานไม่ได้ เราถึงจะได้ดูแลเค้าได้อย่างถูกต้องและเหมาะสม อาหารสำเร็จรูป หญ้า ผัก ผลไม้และน้ำ รวมถึงวิธีการให้ จึงเป็นสิ่งจำเป็นที่ผู้เลี้ยงจะต้องรู้เป็นอย่างดี ซึ่งสิ่งนี้จะทำให้กระต่ายมีความสุขและมีสุขภาพที่แข็งแรง สมบูรณ์

พันธุ์ของกระต่าย
กระต่ายมีอยู่หลากหลายสายพันธุ์ โดยสามารถใช้ขนาดเป็นเกณฑ์ในการจำแนก ได้แก่ กระต่ายแคระ กระต่ายขนาดเล็ก กระต่ายขนาดกลาง และกระต่ายขนาดใหญ่- กระต่ายแคระ เช่น เนเธอร์แลนด์ดวอฟ โปลิช ดวอฟโอโท เป็นต้น
- กระต่ายขนาดเล็ก ได้แก่ ฮอลแลนด์ลอป อเมริกันฟัซซี่ลอป มินิเร็กซ์ ดัทช์ เป็นต้น
- กระต่ายขนาดกลาง เช่น ซาติน แคลิฟอร์เนียน นิวซีแลนด์ไวท์ เป็นต้น
- กระต่ายขนาดใหญ่ ได้แก่ เฟลมมิชไจแอนท์ เฟร้นช์ลอป อิงลิชลอป เชคเกิร์ตไจแอนท์ เป็นต้น
กระต่ายแคระ
เช่น เนเธอร์แลนด์ดวอฟ โปลิช ดวอฟโอโท เป็นต้นกระต่ายขนาดเล็ก
ได้แก่ ฮอลแลนด์ลอป อเมริกันฟัซซี่ลอป มินิเร็กซ์ ดัทช์ เป็นต้นกระต่ายขนาดกลาง
เช่น ซาติน แคลิฟอร์เนียน นิวซีแลนด์ไวท์ เป็นต้นกระต่ายขนาดใหญ่
ได้แก่ เฟลมมิชไจแอนท์ เฟร้นช์ลอป อิงลิชลอป เชคเกิร์ตไจแอนท์ เป็นต้นวิธีการเลี้ยงกระต่าย
วิธีการเลี้ยงกระต่ายเป็นสิ่งสำคัญที่สุดอย่างหนึ่งสำหรับการเลี้ยงและพัฒนาพันธุ์กระต่าย ถ้าเราอยากให้กระต่ายของเราสมบูรณ์ แข็งแรง น่ารัก เราก็ต้องมาทำความเข้าใจกับธรรมชาติของกระต่ายเสียก่อน ว่าเค้าชอบอะไรไม่ชอบอะไร อะไรทานได้ อะไรทานไม่ได้ เราถึงจะได้ดูแลเค้าได้อย่างถูกต้องและเหมาะสม อาหารสำเร็จรูป หญ้า ผัก ผลไม้และน้ำ รวมถึงวิธีการให้ จึงเป็นสิ่งจำเป็นที่ผู้เลี้ยงจะต้องรู้เป็นอย่างดี ซึ่งสิ่งนี้จะทำให้กระต่ายมีความสุขและมีสุขภาพที่แข็งแรง สมบูรณ์

ฉันรักผีเสื้อ
ประวัติผีเสื้อ
- ผีเสื้อ (แมลง) (butterfly), ชื่อแมลงทุกชนิดในอันดับ Lepidoptera มีปีกเป็นแผ่นบางสองคู่ ลำตัว ปีก และขาปกคลุมด้วยเกล็ดขนาดเล็กมากคล้ายฝุ่น เมื่อมองด้วยตาเปล่า เกล็ดเหล่านี้ทำให้เกิดสีต่าง ๆ กัน ปากเป็นงวงยาวม้วนเข้าอยู่ใต้หัวได้ มีทั้งชนิดหากินในเวลากลางวัน เรียก ผีเสื้อกลางวัน, พายัพเรียก กะเบ้อ กำเบ้อ ก่ำเบ้อ หรือ อีเบ้อ, และชนิดหากินในเวลากลางคืน เรียก ผีเสื้อกลางคืน, พายัพเรียก แมงกาย
- พรรณไม้
- ผีเสื้อ (ไม้ยืนต้น) (Alangium chinense) , ไม้ดอกชนิด Alangium chinense เป็นสมุนไพรในประเทศจีน
- ผีเสื้อราตรี (ไม้ล้มลุก) (Indian park), ไม้ล้มลุกชนิด Oxalis purpurea ในวงศ์ Oxalidaceae ดอกเดี่ยวสีชมพูอมม่วง ใบประกอบคล้ายนิ้วมือและมักหุบยามราตรี
- ความเชื่อ
- ผีเสื้อ (เทวดา) (guardian spirit), เทพารักษ์จำพวกหนึ่ง, เสื้อ เฉย ๆ ก็เรียก
- ผีเสื้อเมือง (city tutelary), เทวดาที่รักษาบ้านเมือง, พระเสื้อเมือง หรือ เสื้อเมือง ก็เรียก
- ผีเสื้อน้ำ (ปกรณัม) หรือ เสื้อน้ำ (water spirit), เทวดาที่รักษาน่านน้ำ
- ผีเสื้อยักษ์ (ปกรณัม) (ogre), ผีหรืออมนุษย์จำพวกหนึ่งที่เป็นยักษ์
- ผีเสื้อสมุทร (ปกรณัม) (sea ogre), ยักษ์พวกหนึ่ง เชื่อกันว่าสิงอยู่ในทะเล
- แม่มดทะเล (sea witch), แม่มดที่มักปรากฏตัวให้ชาวเรือเห็น
- ย่านาง (boat nymph), ผีผู้หญิงประจำรักษาเรือ
- ตัวละคร
- ผีเสื้อสมุทรเออร์ซูลาร์ หรือเออร์ซูลาร์ (เงือกน้อยผจญภัย) (Ursula, the Sea Witch), ตัวละครในภาพยนตร์แอนิเมชันของดิสนีย์เรื่อง เงือกน้อยผจญภัย (The Little Mermaid)
- ผีเสื้อสมุทร (พระอภัยมณี), ยักษิณีในวรรณกรรมของพระสุนทรโวหาร (ภู่) เรื่อง พระอภัยมณี
- การดนตรี
- โลกของผีเสื้อ
- ผี
เสื้อ จัด เป็น สัตว์ ใน ไฟลัมอาร์โทร์โป ดา (Phylum Arthropoda) เช่น เดียวกับแมลง ทั่วๆ ไป ผี เสื้อ อยู่ ใน อัน ดับเลพิดอปเทอ รา (Orderlepidoptera) ของ ชันอินเซก ตา (Class Insecta) แมลง ที่ อยู่ ใน อัน ดับ นี้ มี ลักษณเด่น ตรง ที่ ปีก ปก คลุม ไป ด้วย เกล็ด สี เล็ก ๆ เรียง ซ้อน กัน คำ ว่าเลพิดอปเทอ รา (Lepidoptera) มา จาก คำ ใน ภาษา กรีก 2 คำ คือ เลพิส (Iepis) แปล ว่า ปีก นั่น ก็ คือ ปีก ,เกล็ด หรือ ปีก มี เกล็ด - ทำไม
เรา จึง เรียก แมลง ปีก บาง สี สด สวย นี้ ว่า ผี เสื้อ สันนิษฐาน กัน ว่า เนื่อง จาก ปีก ของ ผี เสื้อ มี สี สัน สด ใส เหมือนกับสี ของ เสื้อ ผ้า ที่ คน เราส วมใส่ และ การ ที่ ผี เสื้อ บิน ร่อน ไป มา ทำ ให้ คน โบราณ คิด กัน ไป ว่า มี ผี ไป สิง อยู่ ใน ตัว มัน แม้น แต่ ใน ปัจจุบัน ชาว ชน บท บาง แห่งก็ ยัง เรียก ผี เสื้อ ว่า แมลง ผี บาง ท่าน ก็ สัน นิ ฐาน ว่า มา จาก ผี เชื้อ เนื่อง จาก คติ ทางอีสาน เชื่อ ว่า การ ที่ มี ผี เชื้อ บิน มา เป็น กลุ่ม จำนวน มาก มาย จะ เกิด โรค ระ บาด จึง ทำ ให้ เข้า ใจ กัน ว่า ผี เสื้อ เป็น ผี เชื้อ โรค สำหรับ ทางภาค เหนือ เรียก ผี เสื้อ ว่า แมง กะ ป้อ หรือ แมง กะ เบี้ย ชื่อ เรียก ใน ภาษา อื่น มี เช่น ภาษา ญี่ปุ่น เรียก ว่าโจโจ้ ภาษา จีน แต้จิ๋ว เรียก ว่า หู่เตี๊ยบ ภาษา อังกฤษ ใช้ คำ ว่า Butterfly แต่ ไม่ ว่า แมลง ปีก บาง ที่ ประดับ ด้วย เกล็ด หลาก สี สัน นี้ จะ มี ชื่อ เรียก อย่าง ไร ก็ ตาม ผู้ คน ต่าง ยอม รับ ว่า ผี เสื้อ คือ หนึ่ง ใน หมู่ แมลง ที่ สร้าง ความ สวย งาม ให้ แก่ ธรรม ชาติ - กล็ด
ปีก ของ ผี เสื้อ มี 2 ลักษณะ ด้วย กัน คือ เกล็ด ที่ ไม่ มี เม็ด สี แต่ เป็น สัน นูน ขึ้น มา เมื่อ สะท้อน แสง จะ เกิด สี รุ้ง แวว วาว และ เกล็ด ที่ มี เม็ด สี อยู่ ภาย ใน เม็ด สี ภาย ใน เกล็ด นี้ เกิด ได้ ทั้ง จาก สาร เคมี ที่ ผี เสื้อ สร้าง ขึ้น เอง และ สาร เคมี ที่ แปรรู ปจาก สาร อาหาร ที่ หนอน ผี เสื้อ กิน เข้า ไป เกล็ด สี เมื่อ มอง เกล็ด ด้วย ตา เปล่า จะ เห็น เป็น เพียง ฝุ่น สี และ บอบ บาง มาก เพียง สัมผัส ด้วย ปลาย นิ้ว เบา ๆ ก็ จะ หลุด ติด มือ มา ทัน ที - สาร
ที่ ทำ ให้ เกิด เม็ด สี ต่าง ๆ ใน เกล็ด คือ - 1. เทอรีน (pterrin) เป็น
สาร ที่ แปรรูป มา จาก กรด ยูริก ใน วงศ์ ผี เสื้อ ขา หน้า พู่ มี สี ส้ม และ สี แดง สี แดง เมื่อ สัมผัสกับอ อก ซิ เจน ใน อากาศ จะ ซีด ลง เรื่อย ๆ - 2. ฟลาโวน
(flavone) เป็น สาร ที่ ผี เสื้อ สร้าง ขึ้น เอง ไม่ ได้ ต้อง ได้ รับ มา จาก พืช ที่ กิน เข้า ไป ใน ระยะ ตัว หนอน ทำ ให้ มี สี ขาว จน ถึง สี เหลือง พบ ใน วงศ์ ผี เสื้อ สี ตาล และ วงศ์ ผี เสื้อ บิน เร็ว บาง ชนิด - 3. เมลานิน (melanin) มี
สี ดำ เป็น เม็ด สี แบบ เดียวกับคน และ สัตว์ ทั่ว ไป
ส่วนสี เขียว และ สี ม่วง ฟ้า เกิด จาก เกล็ด ที่ ไม่ มี สี เมื่อ แสง ส่อง ผ่าน เยื่อ บาง ๆ หลาย ชั้น ของ แผ่น ปีก จะ สะท้อน ออก เป็น สี ดัง กล่าว
วันอาทิตย์ที่ 28 กรกฎาคม พ.ศ. 2556
ฉันรักแมว
แมวเปอร์เซีย
ประวัติความเป็นมาของแมวเปอร์เซีย
เป็นที่สันนิษฐานกันว่าระหว่างการเดินทางของพ่อค้าทะเลทรายแถบเปอร์เซียและอิหร่านไปทางตะวันตกนั้น นอกจากจะมีการบรรทุกสินค้าพวกเครื่องเทศและอัญมณีหายากไว้บนหลังอูฐแล้ว บางครั้งยังมีการขนสิ่งล้ำค่ายิ่งกว่านั้นนั่นก็คือ แมวขนยาว ที่เราเรียกกันว่า แมวเปอร์เซียตามแหล่งกำเนิดของมัน แต่เอกสารฮีโรกลิฟฟิคในปี
1684 ก่อนคริสตกาลนั้นได้ปกปิดความหมายที่แท้จริงของมันไว้ แมวเปอร์เซียซึ่งมีขนยาวปกคลุมตัวและมีหน้าคล้ายดอกแพนซีเป็นสายพันธุ์ที่ได้รับความนิยมมากที่สุดในขณะนี้ เมื่ออยู่ในสภาพแวดล้อมที่ดีแล้ว ความเชื่อง ความอ่อนน้อม และลักษณะนิสัยของมันจะทำให้มันปรับตัวเข้ากับทุกคนเป็นอย่างดี โดยธรรมชาติแล้วมันชอบบรรยากาศที่เงียบสงบและปลอดภัย แต่มันก็สามารถอยู่ในสภาพที่วุ่นวายได้หากได้รับความรักและการดูแลอย่างดี มันมีเสียงที่เงียบเบาและไพเราะไม่เป็นที่น่ารำคาญ มันมักจะใช้สายตาดวงโตของมันในการสื่อความรู้สึกและยังทำให้มันเป็นสัตว์ที่มีเสน่ห์เป็นอย่างมาก แมวเปอร์เซียนั้นมีขาที่สั้นซึ่งเหมาะกับลำตัวกว้างสั้นของมัน มันชอบที่จะยืนทิ้งน้ำหนักลงบนขาของมันซึ่งไม่ได้ออกแบบมาเพื่อการกระโดดสูงหรือปีนป่ายแต่อย่างใด
ด้วยความที่เป็นสัตว์ที่ขี้เล่นและไม่ค่อยจะเรื่องมาก มันชอบที่จะโพสต์ท่าต่างๆและเกาะอยู่ตามหน้าต่างหรือเก้าอี้ ทำให้มันกลายเป็นเหมือนเครื่องตกแต่งราวกับภาพวาดอันล้ำค่าเลยทีเดียวแมวเปอร์เซียเป็นแมวที่มีการตอบสนองต่างๆดีเยี่ยมและกลายเป็นบ่อเกิดความสนุกแก่ผู้เลี้ยง อีกทั้งความเป็นมิตรของมันจะทำให้ผู้เลี้ยงเพลิดเพลินใจขนยาวปกคลุมตัวของมันนั้นต้องการสภาพแวดล้อมที่อยู่ในร่มและมีการป้องกันอันตรายอย่างดีการดูแลที่ดีจะต้องมีการหวีขนอยู่เสมอๆเพื่อกำจัดปัญหาขนยุ่งและปัญหาการเกิด hairball คุณควรจะอาบน้ำให้มันเป็นครั้งคราว โดยจะต้องทำเมื่อหวีขนและตัดเล็บปลายเท้าเรียบร้อยแล้ว ซึ่งจะทำให้ขนของมันสะอาด ดูมีสุขภาพดี และสวยงาม มันจะเป็นเรื่องดีมากหากคุณอาบน้ำให้มันเป็นประจำเมื่อครั้งมันยังเยาว์วัย ในขณะที่แมวเปอร์เซียสีขาวนั้นเป็นที่รักของช่างภาพและนักโฆษณา ยังมีแมวเปอร์เซียสีอื่นๆอีกมากมาย
การเลี้ยงแมวเปอร์เซีย
การเลี้ยงแมวเปอร์เซียไว้ในร่มนั้นยังเป็นการปกป้องมันจากโรคติดต่อ และพยาธิต่างๆ เช่นเดียวกับความอันตรายจากชีวิตที่ยุ่งเหยิงในเมือง ด้วยการตรวจโรคประจำปีกับสัตวแพทย์ที่คุณไว้ใจ บำรุงด้วยอาหารที่ดี รวมทั้งการดูแลที่เหมาะสม จะทำให้มันสามารถอยู่กับคุณเหมือนเป็นสมาชิกในบ้านได้อย่างน้อยๆ 15 ปี หรือบางครั้งก็อาจจะถึง 20 เลยก็เป็นได้ ผู้เลี้ยงแมวเปอร์เซียนั้นจะต้องอุทิศตนเพื่อการที่จะทำให้แมวของตนนั้นมีสุขภาพดี และจะต้องพามันไปตรวจสุขภาพกับสัตวแพทย์เพื่อทดสอบการติดโรคต่างๆอยู่อย่างสม่ำเสมอ แมวที่ได้รับการเลี้ยงดูเป็นอย่างดีจะมีสุขภาพที่ดีและแข็งแรง และไม่มีแนวโน้มว่าจะเจ็บป่วยหรือมีการติดเชื้อในระบบต่างๆในร่างกาย อย่างไรก็ตาม ด้วยดวงตาดวงใหญ่ของมันหมายถึงว่าการที่มันมีน้ำตาออกมาบ้างก็ถือเป็นเรื่องปกติ และการล้างหน้าให้มันทุกวันคือคำแนะนำของสัตวแพทย์
สมัครสมาชิก:
บทความ (Atom)
